KTC (BUY) – แหล่งพักพิงที่มั่นคง –Target Price Bt35.00, Price Bt29.25
เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” KTC และจัดให้เป็นหนึ่งในหุ้น Top Pick ในกลุ่ม non-bank ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง เรามองว่า KTC เป็นหุ้น defensive play หนุนโดยฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง งบดุลที่มั่นคง การสนับสนุนด้านเงินทุนจาก KTB และอัตราผลตอบแทนปันผลที่ยั่งยืนราว 6-7% ต่อปี
ปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง; คงคำแนะนำ “ซื้อ”
เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” KTC 1) พอร์ตสินเชื่อที่มีคุณภาพดี และการมุ่งเน้นลูกค้าพนักงานเงินเดือนระดับรายได้ต่ำถึงกลางน่าจะช่วยให้ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ต่ำกว่าคู่แข่งในภาวะเศรษฐกิจอ่อนแอ 2) KTC ยังมีความยืดหยุ่นด้านแหล่งเงินทุนที่แข็งแกร่ง โดยได้แรงหนุนจากบริษัทแม่ บมจ. ธนาคารกรุงไทย (KTB; “ซื้อ”) ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร และ 3) เราคาดว่า KTC จะยังคงสามารถจ่ายปันผลในอัตราการที่สูงได้อย่างยั่งยืน คิดเป็นอัตราผลตอบแทนที่น่าสนใจราว 6-7% ต่อปี ซึ่งดีกว่าและมีความสม่ำเสมอกว่าหุ้น non-bank ส่วนใหญ่ ทั้งนี้ เราปรับลด EPS ปี 2026–28F ลง 1–2% สะท้อนการเติบโตของสินเชื่อที่ชะลอลง และ credit costs ที่สูงขึ้นเล็กน้อยจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาเป้าหมาย (ปีฐาน 2026F) ลดลงมาอยู่ที่ 35 บาท จากเดิม 36 บาท
ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ต่ำลง
แม้พอร์ตสินเชื่อของ KTC จะเป็นสินเชื่อไม่มีหลักประกันทั้งหมด แต่ฐานลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มพนักงานเงินเดือนรายได้ต่ำถึงกลาง ซึ่งมีกำลังซื้อที่แข็งแกร่งกว่า และได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลและเงินเฟ้อสูงน้อยกว่ากลุ่มลูกค้ารากหญ้าที่ไมโครไฟแนนซ์อื่นให้บริการ นอกจากนี้ KTC ยังเข้าสู่ช่วงเวลานี้ด้วยคุณภาพสินทรัพย์ที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มฯ โดยมีอัตราส่วน NPL ประมาณ 1.8% และ coverage ratio มากกว่า 400% ซึ่งเป็นกันชนที่สำคัญรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น แม้ว่าเราจะรวมภาพเศรษฐกิจที่ท้าทายมากขึ้น โดยการปรับเพิ่มประมาณ credit cost ในปี 2026–28F ขึ้นอีก 20–30bps ต่อปี แต่เรายังเชื่อว่า KTC ยังคงอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งและสามารถบริหารจัดการแรงกดดันดังกล่าวได้
ได้เปรียบด้านแหล่งเงินทุนจาก KTB
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยที่ปรับสูงขึ้น (+20–30bps เทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วง ม.ค.–ก.พ. 2026) ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนทางการเงินของกลุ่ม non-banks แต่เรามองว่า KTC เป็นข้อยกเว้นที่ชัดเจน ด้วยการสนับสนุนจาก KTB (ถือหุ้น 49.3%) ทำให้ KTC สามารถชะลอการออกหุ้นกู้และกลับมาออกใหม่เมื่อภาวะตลาดดีขึ้น ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่คู่แข่งไม่มี ในปี 2026 KTC มีหุ้นกู้ครบกำหนดเพียง 11.8 พันลบ. และคาดว่าสินเชื่อจะเติบโตเล็กน้อยราว 2% ต่อปี จึงไม่มีแรงกดดันในการรีไฟแนนซ์อย่างเร่งด่วน อีกทั้งเรายังคาดว่าต้นทุนทางการเงินจะลดลงราว 7bps ในปี 2026F แม้ในกรณีเลวร้ายที่ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 30bps (สอดคล้องกับการปรับขึ้นล่าสุด) ผลกระทบต่อกำไรจะจำกัดอยู่เพียงราว 2% ของกำไรสุทธิเท่านั้น
อัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูงและยั่งยืน
KTC เพิ่งปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผลเป็น 60% ในปี 2025 (จาก 40–46% ใน 10 ปีที่ผ่านมา) และเราเชื่อว่านี่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ชั่วคราว จากการเติบโตของสินเชื่อที่ชะลอลงเหลือราว 2% ต่อปีในปี 2026–28F (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 7.4%) และมีอัตราหนี้สินต่อทุนต่ำเพียง 1.5 เท่า ทำให้ความต้องการใช้เงินทุนมีจำกัด ด้วยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเติบโตของกำไรสุทธิที่ยังคงแข็งแกร่งราว 2% ต่อปีในปี 2026–28F (รวมความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางแล้ว) เราคาดว่าเงินปันผลต่อหุ้นจะเติบโตต่อเนื่องจาก 1.77 บาท ในปี 2025 เป็น 1.84/1.89/1.94 บาท ในปี 2026–28F คิดเป็นอัตราผลตอบแทนปันผลประมาณ 6-7% ต่อปี
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน……
