Equity Strategy 23 Mar 2026, 12:44

Siam Senses – โอกาสท่ามกลางความขัดแย้ง


เรายังคงดัชนีเป้าหมาย SET ปี 2026F ที่ 1,600 จุด โดยมองว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นเพียงปัจจัยรบกวนระยะสั้น ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ด้วยวิกฤตน่าจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และความเสี่ยงส่วนใหญ่สะท้อนในราคาไปมากแล้ว เรามองว่านี่เป็นโอกาสในการเข้าซื้อหุ้นคุณภาพสูงที่มีกำไรแข็งแกร่ง และให้ผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นในระดับดี

คงดัชนีเป้าหมาย SET ที่ 1,600 จุด

เรายังคงเป้าดัชนี SET ปี 2026F ที่ 1,600 จุด (PE ที่ 18.6 เท่า หรือ 15.4 เท่า หากไม่รวม DELTA) โดยมองว่าการปรับขึ้นของราคาพลังงานและการหยุดชะงักของอุปทานในปัจจุบันเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว และไม่น่าจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อประเทศไทยในระยะยาว มุมมองเชิงบวกต่อหุ้นไทยของเรายังคงเดิม หนุนโดยความคาดหวังต่อเสถียรภาพทางการเมืองที่มากขึ้น ภายใต้รัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย ซึ่งน่าจะช่วยให้การดำเนินนโยบายมีความเด็ดขาดมากขึ้น และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุน

มีสองกรณี โดยมีแนวโน้มว่าจะส่งผลกระทบจำกัด

เราจำลอง 2 กรณีที่มีผลกระทบต่อ EPS ของ SET ปี 2026F โดยในกรณีฐาน (ความน่าจะเป็น 80%) ซึ่งสมมติให้ความขัดแย้งยืดเยื้อ 2 เดือน ราคาน้ำมันอยู่ที่ราว US$80/bbl และเงินบาทอยู่ที่ 32 บาท/US$ จะทำให้มีความเสี่ยงต่อ EPS ของ SET ปี 2026F ราว 1% การขาดทุนในกลุ่มขนส่ง (-20%) และโรงแรม (-10%) และราว 2% ในกลุ่มอื่นๆ ถูกชดเชยด้วยกำไรกลุ่มพลังงานที่เพิ่มขึ้นราว 11% ทำให้เป้าดัชนี SET อยู่ที่ 1,600 จุด เช่นเดิม ส่วนกรณีเลวร้าย (ความน่าจะเป็น 20%) ซึ่งสมมติให้ความขัดแย้งยืดเยื้อ 6 เดือน ราคาน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ US$100/bbl และเงินบาทอ่อนค่ามาอยู่ที่ 35 บาท/US$ จะทำให้มีความเสี่ยงต่อ  EPS ราว 4% แม้ว่ากำไรกลุ่มพลังงานจะเพิ่มขึ้นราว 15% แต่การลดลงอย่างมากของกลุ่มโรงแรม (-31%) และขนส่ง (-44%) รวมถึงแรงกดดันราว 5% ในกลุ่มอื่นๆ จะทำให้ภาพเศรษฐกิจอ่อนแอลง และอาจนำไปสู่การ de-rating ของตลาด

กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์

หุ้นกลุ่มพลังงาน – โดยเฉพาะธุรกิจต้นน้ำ (upstream) – มีแนวโน้มได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม เรามองว่าเป็นปัจจัยบวกระยะสั้น และราคาหุ้นได้สะท้อนปัจจัยบวกไปมากแล้ว ในทางตรงกันข้าม กลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อต้นทุนเชื้อเพลิงสูง หรือพึ่งพาอุปสงค์จากตะวันออกกลาง เช่น โรงไฟฟ้า SPP สายการบิน และโรงแรม เผชิญกับแรงกดดันด้านกำไรที่เพิ่มขึ้น แม้มูลค่าหุ้นในกลุ่มเหล่านี้จะปรับตัวลงมาบางส่วนแล้ว แต่ความไม่แน่นอนที่ยังคงอยู่มีแนวโน้มจะจำกัดโอกาสการปรับตัวขึ้นในระยะสั้น ขณะเดียวกัน เราชอบกลุ่มที่เกี่ยวกับราคาน้ำมันโดยตรงค่อนข้างจำกัด ได้แก่ กลุ่มสื่อสาร กลุ่มการเงิน กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และหุ้นที่อิงเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งคาดว่าจะมีความทนทานมากกว่า จากโครงสร้างอุปสงค์ที่ค่อนข้างเสถียร และความผันผวนของกำไรที่ต่ำกว่า ที่น่าสนใจคือ จากการศึกษาของเรา พบว่า กลุ่มธนาคาร เป็นกลุ่มเดียวที่ยังสามารถรักษาระดับเงินปันผลต่อหุ้นได้ แม้ EPS อาจถูกกดดัน โดยได้แรงหนุนจากฐานเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง

เลือกเฟ้นหุ้นท่ามกลางความตึงเครียด

ดัชนี SET ปรับตัวลงราว 10% นับตั้งแต่ความตึงเครียดเริ่มเพิ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. เราคัดกรองบริษัทที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ 3 ประการ ได้แก่ 1) ราคาหุ้นปรับลงมากจากภาวะสงครามมากกว่าปัจจัยพื้นฐาน 2) กำไรแข็งแกร่งแม้ความขัดแย้งจะยังคงยืดเยื้อ และ 3) ยังสามารถรักษาอัตราผลตอบแทนปันผลให้อยู่ในระดับน่าสนใจได้ แม้อาจมีแรงกดดันต่อกำไร หุ้นที่เราแนะนำให้ ทยอยสะสม ได้แก่ KTB, ADVANC, DELTA, CPN, GULF, STECON, MTC และ CBG หุ้นเหล่านี้ควรจะให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดเมื่อความไม่แน่นอนลดลง สำหรับหุ้น Top Picks เราแทนที่ MTC (รอบการปรับลดอัตราดอกเบี้ยสิ้นสุดลง) ด้วย ADVANC (บริหารเงินทุนมีประสิทธิภาพมากขึ้น) และยังคงหุ้นอื่นไว้เหมือนเดิม

รายงานฉบับภาษาไทย Thai Version

รายงานฉบับภาษาอังกฤษ English Version