Siam Senses – บรรเทาและกระตุ้น
หลังประกาศมาตรการช่วยเหลือจากผลกระทบของสงครามอิหร่านแล้ว รัฐบาลไทยกำลังศึกษาแผนออกพระราชกำหนดกู้เงินเพิ่มเติม 5.0 แสนลบ. เพื่อเพิ่มงบประมาณมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เรายังคงมุมมองบวกตลาดไทยและ SET เป้าหมายปีนี้ที่ 1,600 จุด
บรรเทาตอนนี้ กระตุ้นในระยะถัดไป
รัฐบาลกำลังเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน โดยนโยบายบริหารจัดการวิกฤตประกอบด้วย 1) จำกัดภาระการอุดหนุนราคาน้ำมัน 2) ออกมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มประชาชนและภาคธุรกิจ 3) โยกย้ายรายการใช้จ่ายงบประมาณปี 2026-27 เพื่อมีเงินมาใช้ในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น และ 4) ศึกษาการออกพระราชกำหนดเพื่อเพิ่มกรอบการกู้เงินอีก 5.0 แสนลบ. แม้มาตรการช่วยเหลือสามารถดำเนินการได้ภายใต้งบประมาณที่มีอยู่ แต่รัฐบาลกำลังใช้โอกาสจากแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือที่ดีขึ้น รวมถึงความเชื่อมั่นจากธนาคารโลกและ IMF ในการประชุมล่าสุดที่สหรัฐฯ เพื่อเดินหน้ากู้เงินเพิ่มเติมสำหรับกระตุ้นเศรษฐกิจ มาตรการกระตุ้นที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ 1) โครงการเปลี่ยนรถเก่าเป็นรถใหม่ (trade-in) และสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) 2) มาตรการจูงใจให้ภาคครัวเรือนและ SMEs ใช้พลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้น 3) การบริหารจัดการน้ำเพื่อลดความเสี่ยงจากน้ำท่วม และ 4) การขยายขนาดโครงการคนละครึ่งพลัส
ผลกระทบจากสงครามอิหร่านและการปรับลด GDP
เราคาดว่าสงครามในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบในปี 2026F แต่ไม่มากนักในระยะถัดไป โดยได้ปรับสมมติฐานราคาน้ำมันเบรนท์ใหม่เป็น US$80/75/75/bbl (จาก US$67/70/70) ในปี 2026-28F เพื่อสะท้อน risk premium ที่เพิ่มขึ้น และเมื่อรวมมาตรการบรรเทาผลกระทบและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้น เราปรับลดคาดการณ์ GDP ลงเป็น 1.7/2.5/2.9% (จาก 2.1/2.4/3.0%) ในปี 2026-28F แม้ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ผ่านต้นทุนนำเข้าและผลกระทบต่อเนื่องไปยังเงินเฟ้อด้านต้นทุน กำลังซื้อ และภาคการท่องเที่ยว แต่เรามองว่าผลกระทบหลังปี 2026F จะมีจำกัด เนื่องจาก 1) การเจรจาหยุดยิงที่ยังดำเนินอยู่ บ่งชี้ว่าสงครามมีแนวโน้มยุติได้เร็ว 2) ปัจจัยพื้นฐานระยะยาวของโลกยังคงเป็นภาวะน้ำมันล้นตลาด และ 3) โครงสร้างเศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มเงินเฟ้อต่ำ จากขนาด scale การผลิตของจีนและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของโลก
ปัจจัยหนุนการฟื้นตัวระยะยาวของ SET ยังคงอยู่
เรายังคงมองบวกต่อ SET โดยมองว่าเรื่องราวการฟื้นตัวยังไม่เปลี่ยนแปลง 1) เสถียรภาพทางการเมืองสูง และคาดว่ารัฐบาลชุดใหม่จะอยู่ครบวาระ 4 ปี 2) การลงทุนเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลชุดนี้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วง 4 ปีข้างหน้า โดยคาดว่าจะมีโครงการเมกะโปรเจกต์มูลค่า 2.54 แสนลบ. เปิดประมูลในปีนี้ จากทั้งหมด 7.36 แสนลบ. ที่จะประมูลใน 3 ปีข้างหน้า 3) ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังสูง และกระแสการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยรัฐบาลมีนโยบายลดคอขวดด้านกฎระเบียบและขั้นตอนต่างๆ 4) การเติบโตของกำไรตลาดคาดว่าจะได้ผลบวกสุทธิจากสถานการณ์สงคราม ผ่านประโยชน์ที่ได้จากกลุ่มพลังงาน และ 5) เรามองว่า SET ไม่แพง ที่ 12.9 เท่า PE (ไม่รวม DELTA) เทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 15 ปีที่ 18.1 เท่า เราคาดว่า EPS ของตลาดจะเติบโต 15.1/7.7% อัตราผลตอบแทนปันผลที่ 3.7/3.9% ในปี 2026-28F และตั้งเป้า SET ณ สิ้นปีที่ 1,600 จุด
เปลี่ยนหุ้น Top Picks
เรายังคงชอบกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ก่อสร้าง โทรคมนาคม สาธารณูปโภค และนิคมอุตสาหกรรม โดย Top Picks ของเราในกลุ่มเหล่านี้ ได้แก่ DELTA, STECON, CK, ADVANC, TRUE, GULF, AMATA และ KTB ซึ่งได้ประโยชน์จากการปล่อยสินเชื่อภาครัฐและมีคุณสมบัติเป็นหุ้นที่มีความผันผวนต่ำ (low-beta) นอกจากนี้ เรายังเลือก CPN จากปัจจัยเฉพาะตัวที่สะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิจและการเติบโตจากการขยายโครงการ เราถอด CPALL ออกจากพอร์ตเพื่อลดสัดส่วนการลงทุนในกลุ่มค้าปลีก และแทนที่ด้วย AOT ซึ่งคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการปรับขึ้นค่า PSC ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2026
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน……
