Equity Industries 15 July 2021, 04:38

Hotel Sector (Neutral) – ฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดไว้เดิม


เรายังคงน้ำหนักลงทุนกลุ่มโรงแรมเป็น “NEUTRAL” เราคาดว่านักท่องต่างชาติจะฟื้นตัวล่าช้าออกไปยัง 2H22F ขณะที่ยังคงคาดว่าการท่องเที่ยวในประเทศจะแข็งแกร่งขึ้นในปี 2022 จากความต้องการที่ถูกกักไว้ MINT ซึ่งฟื้นตัวเร็วกว่าด้วยมีกำไรจากต่างประเทศจึงเป็น Top Pick ของเราแทน CENTEL

การท่องเที่ยวไทยฟื้นตัวช้า

เราสมมติฐานให้การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติล่าช้าออกไปยัง 2H22F จากเดิมใน 4Q21F เราคาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะมายังไทย 6 ล้านคน 26 ล้านคน และ 39 ล้านคน ในปี 2022-24F เทียบกับ 40 ล้านคน ในปี 2019 และ 7 ล้านคน ในปี 2020 ซึ่งในช่วง 1Q20 เป็นช่วงท่องเที่ยวก่อนเกิดโควิด-19 ในขณะที่ เราคาดว่าการท่องเที่ยวในประเทศจะแข็งแกร่งขึ้นในปี 2022 จากความต้องการที่ถูกกักไว้ เนื่องจากประชาชนยังคงระมัดระวังการเดินทางไปต่างประเทศ โดยรวมแล้ว เราปรับลดกำไรของกลุ่มฯ ลง 68% และ 4% ในปี 2022-23F และทรงตัวในปี 2024F และมีผลขาดทุนเพิ่มขึ้นในปี 2021F เราคาดว่ากลุ่มฯ จะมีผลขาดทุน 17.1 พันลบ. ในปี 2021F และกลับมามีกำไร 480 ลบ., 8.6 พันลบ. และ 12.0 พันลบ.  ในปี 2022-24F เราคาดว่าอุตสาหกรรมจะกลับสู่ระดับปี 2019 ในปี 2024F

สถานะทางการเงิน  

Adjusted EBITDA ของกลุ่มฯ ติดลบที่ 10.8 พันลบ. ในปี 2020 ด้วยการลดต้นทุน 20-30% จากระดับในปี 2019 เราคาดว่าจะมีผลขาดทุนระดับ EBITDA ที่ 5.2 พันลบ. ในปี 2021F ก่อนที่จะกลับมาเป็นบวกที่ 14 พันลบ. ในปี 2022F เรามองว่า ERW จะยังคงมีความเสี่ยงต่องบดุลสูงสุด แม้บริษัทฯ จะทำการเพิ่มทุน และมีการประเมินมูลค่าที่ดินใหม่เพื่อทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น และอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนลดลง แต่เรายังคงคาดว่าอัตราส่วนหนี้สุทธิต่อทุนอยู่ที่ 1.7 เท่า ในปี 2021F ขณะที่ MINT อยู่ที่ 1.3 เท่า และยังคงมีสินทรัพย์เพื่อขาย และธุรกิจในต่างประเทศฟื้นตัว เราคาดว่า CENTEL มีอัตราส่วนหนี้สุทธิต่อทุนที่ 0.8 เท่า ซึ่งสามารถจะผ่านจุดที่ยากลำบากโดยไม่ต้องเพิ่มทุน

คงน้ำหนักลงทุนกลุ่มโรงแรมเป็น “NEUTRAL”

เรายังคงน้ำหนักลงทุนกลุ่มโรงแรมเป็น “NEUTRAL” แม้ว่าการฟื้นตัวจะล่าช้าไปยัง  2H22F กลุ่มฯ ได้เพิ่มทุน และน่าจะทนต่อกระแสเงินสดที่อ่อนแอในอีกปี สำหรับจังหวะการลงทุน กลุ่มฯ สามารถกลับมาเป็นที่สนใจของตลาดตั้งแต่ 1Q22F ก่อนการเปิดจริงใน 2H22F เราคาดว่ากำไรของกลุ่มฯ จะกลับไปสู่ระดับก่อนเกิดโควิด-19 ในปี 2019 ในปี 2024F แต่ซื้อขายที่ PE ที่ 22.4 เท่า ในปี 2024F ซึ่งถูกกว่า 31.7 เท่า ในปี 2019

MINT เป็น Top Pick ของเรา แทน CENTEL

ปัจจุบัน MINT เป็น Top Pick ของเรา แทน CENTEL เราคาดว่า MINT จะสามารถกลับมามีกำไรได้ในปี 2022F เนื่องจากธุรกิจในต่างประเทศพลิกฟื้น ขณะที่ CENTEL และ ERW น่าจะขาดทุนไปอีกปี MINT ได้เพิ่มทุนแล้ว และยังคงมีแผนที่จะขายสินทรัพย์ในต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของงบดุลไปอีก สำหรับ PE ทั้งสามบริษัทไม่แตกต่างกันมากนัก โดยซื้อขายที่ PE ที่ 21-23 เท่า บนกำไรปกติในปี 2024F แต่เราคิดว่า ERW น่าจะซื้อขายในระดับที่ต่ำกว่าบริษัทอื่นในกลุ่มฯ เนื่องจากมีความเสี่ยงต่องบดุล และกำไรที่อ่อนแอในปี 2021-22F

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน……

รายงานฉบับภาษาไทย Thai Version

รายงานฉบับภาษาอังกฤษ English Version