Company Equity 24 Oct 2023, 16:13

STEC (BUY) – ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว – Target Price Bt14.00, Price Bt11.90


แม้แรงกดดันด้านอัตรากำไรของ STEC จะทำให้เราต้องปรับลดประมาณการกำไรและเป้าหมายลงเหลือ 14 บาท แต่ราคาหุ้นที่ลดลง 20% จากจุดสูงสุดในปีนี้มาซื้อขายที่ PE ที่ 26/24 เท่า ในปี 2024-25F เทียบกับค่าเฉลี่ย 5 ปีก่อนโควิดที่ 30 เท่า แล้ว ด้วย EPS ที่ฟื้นตัว 44/5% y-y ในปี 2024-25F และอยู่ในสถานะเป็นเงินสดสุทธิ เราจึงคงคำแนะนำ “ซื้อ”

คงคำแนะนำ “ซื้อ”

เราปรับประมาณการกำไรของ STEC ลง 44/31/31% ในปี 2023-25F และปรับราคาเป้าหมาย (ปี 2024F) ลงเป็น 14 บาท/หุ้น (จาก 16.5 บาท) เพื่อสะท้อนแรงกดดันด้านอัตรากำไรจากความกังวลของเราเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเกินงบของโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสีเหลืองในปีนี้ และการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในปี 2024-25F แต่อย่างไรก็ตาม เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” เนื่องจาก 1) ราคาหุ้น STEC ปรับลงแล้ว 20% จากจุดสูงสุดในปีนี้ และซื้อขายที่กรอบล่างช่วงการซื้อขายที่ 26/24 เท่า PE ในปี 2024-25F เทียบกับค่าเฉลี่ย 5 ปีก่อนโควิดที่ 30 เท่า 2) แม้จะรวมปัจจัยลบเหล่านั้นแล้ว แต่เรายังคงคาดว่ากำไรจะฟื้นตัว โดยเติบโต 44/5% y-y ในปี 2024-25F โดยได้แรงหนุนจากการเติบโตของรายได้จากงานในมือที่มีมูลค่า 7.3 หมื่นลบ. ณ สิ้น 2Q23 และ 3) การกลับมาดำเนินการใหม่ของโครงการโครงสร้างพื้นฐานภายหลังรัฐบาลใหม่จัดตั้งน่าจะเป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้นด้วย

แนวโน้มอัตรากำไร

หลังการก่อสร้างอาคารรัฐสภาใหม่ที่มีผลขาดทุนแล้วเสร็จ อัตรากำไรขั้นต้นของ STEC ได้ฟื้นตัวจาก 4.4% ในปี 2020 เป็น 5.1% ในปี 2022 และ 5.9% ใน 1Q23 แต่อัตรากำไรลดลงอีกครั้งเป็น 2.1% ใน 2Q23 จากการปรับต้นทุนเพื่อสะท้อนต้นทุนส่วนเกินของรถไฟฟ้าสายสีเหลืองเมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ เนื่องจากเรายังกังวลต่อต้นทุนส่วนเกินของรถไฟฟ้าสายสีชมพูที่จะแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ เราจึงคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นของ STEC อยู่ที่ 4% ในปีนี้ เราคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะอยู่ที่ 5/4.6% ในปี 2024-25F เนื่องจากการฟื้นตัวของอัตรากำไรหลังจากโครงการสายสีชมพูและสีเหลืองที่มีอัตรากำไรต่ำแล้วเสร็จ แต่จะถูกกถ่วงด้วยมุมมองของเราว่าจะมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 10% ต่อปี เราจึงคาดว่ากำไรจะลดลง 40% y-y ในปีนี้ ก่อนที่จะฟื้นตัวเติบโต 44/5% y-y ในปี 2024-25F

โครงการที่มีศักยภาพ

STEC เห็นการดำเนินการโครงการโครงสร้างพื้นฐานใหม่ต่อเนื่องหลังจากที่รัฐบาลใหม่จัดตั้งขึ้นในปีนี้ เราคาดว่างานใหม่ของบริษัทฯ จะมีมูลค่า 3.7 หมื่นลบ. ในปี 2024F ส่วนใหญ่มาจากสนามบินอู่ตะเภามูลค่า 2.7 หมื่นลบ. และ 2.5 หมื่นลบ. ในปี 2025 จากบางส่วนของโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงมูลค่า 6.7 หมื่นลบ. และรถไฟทางคู่ 1.28 แสนลบ. แต่ยังไม่รวมการขยายสนามบินของบมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT) มูลค่า 5.1 หมื่นลบ. ซึ่งมีกำหนดเปิดประมูลในปีหน้า

การกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ

เนื่องจากธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมีความผันผวนโดยธรรมชาติ เราจึงชอบกลยุทธ์ของ STEC ในการกระจายธุรกิจผ่านการลงทุนในบริษัทโครงสร้างพื้นฐาน โดยถือหุ้น 1.9% ในบมจ. กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) และรับเงินปันผลปีละ 150-200 ลบ. ด้วยการที่ถือหุ้น 20% ใน BBS JV ซึ่งเป็นผู้รับสัมปทานในการดำเนินการสนามบินอู่ตะเภา และถือหุ้น 10% ใน BGSR JV ซึ่งเป็นผู้รับสัมปทานในการดำเนินการมอเตอร์เวย์ระหว่างเมืองสาย M6 และ M81 ทำให้ STEC ไม่เพียงได้รับงานก่อสร้างรวมมูลค่า 3.4 หมื่นลบ. เท่านั้น แต่ยังมีส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมและเงินปันผลรับเพิ่มมากขึ้นในอนาคตอีกด้วย

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน……

รายงานฉบับภาษาไทย Thai Version

รายงานฉบับภาษาอังกฤษ English Version