Company Equity 30 Mar 2026, 08:15

PTG (BUY) – ปลดล็อคกำไร – Target Price Bt11.50, Price Bt8.45


เราปรับเพิ่มคำแนะนำ PTG เป็น “ซื้อ” โดยคาดว่าผลกำไรจากธุรกิจ non-oil จะพลิกฟื้นขึ้นมา หลังจากที่บริษัทลดระดับการให้ส่วนลดราคาที่รุนแรงของกาแฟพันธุ์ไทยโดยไม่ส่งผลกระทบต่อปริมาณการขายมากนัก ปัจจุบันเราคาดว่า EPS จะเติบโตที่ 15/26% ในปี 2026-27F

ปรับคำแนะนำเป็น “ซื้อ” และปรับราคาเป้าหมายเป็น 11.50 บาท

เราปรับเพิ่มคำแนะนำ PTG เป็น “ซื้อ” (จาก ถือ) และปรับราคาเป้าหมายปี 2026 เป็น 11.50 บาท (จาก 7.9 บาท) 1) เราคาดว่ากำไรจะได้รับการปลดล็อกสู่ฐานใหม่ และคาดว่า EPS จะเติบโตที่ 15/26% ในปี 2026-28F หลังจากที่บริษัทลดระดับการให้ส่วนลดกาแฟพันธุ์ไทยลงโดยไม่ส่งผลกระทบต่อจำนวนลูกค้าและสมาชิกบัตร Max card อย่างมีนัยสำคัญ เราจึงปรับเพิ่มกำไรขึ้น 14/24/3% ในปี 2026-28F 2)  กาแฟพันธุ์ไทยยังคงขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยการขยายแฟรนไชส์จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนและค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร 3) เรามองว่าผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางจะมีจำกัด โดยจะส่งผลต่อปริมาณมากกว่าอัตรากำไร เนื่องจากรัฐบาลได้ยกเลิกเพดานราคาน้ำมันดีเซลแล้ว และ 4) หลังจากราคาหุ้นลดลง 16% จากจุดสูงสุดในปี 2025 PTG ดูน่าสนใจสำหรับเราที่ PE 12 เท่า ในปี 2026F หนุนโดย EPS ที่เติบโตเฉลี่ยที่ 21% ในปี 2026-27F

ปลดล็อกกำไรด้วยพันธุ์ไทย

เนื่องจากการขยายธุรกิจในเชิงรุก และการลดราคาอย่างหนักเพื่อเจาะตลาดในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ทำให้ผลความสามารถในการทำกำไรของพันธุ์ไทยอยู่ภายใต้แรงกดดัน หลังจากประสบความสำเร็จในการเจาะตลาดแล้ว PTG จึงตัดสินใจลดระดับการให้ส่วนลดราคาเพื่อพลิกฟื้นพัธุ์ไทยให้มีกำไร บัตร Max Card ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2025 เมื่อต่ออายุจะเปลี่ยนจากส่วนลด 50% ต่อแก้ว เป็นส่วนลดคงที่ 15 บาท (หรือประมาณ 25%) แม้ส่วนลดจะลดลง แต่ยอดขายสาขาเดิมยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ 30-40% y-y ใน 4Q25 ด้วยมีการต่ออายุบัตร Max card อย่างต่อเนื่อง ด้วยสัดส่วนธุรกิจ non-oil ที่สูงขึ้น เราคาดว่าธุรกิจ non-oil จะมีสัดส่วน 50% ของกำไรขั้นต้นภายในปี 2028F จาก 35% ในปี 2025

ขยายธุรกิจพันธุ์ไทยอย่างต่อเนื่อง

กาแฟพันธุ์ไทย เป็นธุรกิจ non-oil หลักของ PTG ซึ่งประสบความสำเร็จในการเจาะตลาดและมีสาขาพันธุ์ไทย 2,151 แห่ง ในปี 2025 เราคาดว่าจำนวนสาขาจะเพิ่มขึ้นเป็น 4,551 แห่งภายในปี 2028F PTG วางแผนที่จะใช้โมเดลแฟรนไชส์ในระยะต่อไปของการขยายธุรกิจเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนและค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร โมเดลแฟรนไชส์มีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่า เนื่องจาก PTG ได้รับเพียงค่าลิขสิทธิ์และค่าการตลาดเท่านั้น ต่างจากโมเดลที่บริษัทเป็นเจ้าของซึ่งได้รับรายได้เต็มจำนวน แต่โดยรวมแล้วผลกำไรสุทธิจะยังคงเพิ่มขึ้น

ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบผ่อนคลายลง

รัฐบาลได้เริ่มปล่อยให้ราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกลอยตัว โดยเพิ่มขึ้นครั้งแรก 6 บาท เป็น 39 บาท/ลิตร เรามองว่านี่เป็นผลดีต่อ PTG เนื่องจากช่วยลดภาระด้านกฎระเบียบและคืนความยืดหยุ่นด้านราคาเมื่อเทียบกับการมีการกำหนดเพดานราคาไว้ อย่างไรก็ตาม เราได้ปรับลดสมมติฐานค่าการตลาดลง 0.05–0.1 บาท เป็น 1.6/1.65/1.65 บาท/ลิตร ในช่วงปี 2026–28F (เทียบกับ 1.67 บาท ในปี 2025) ซึ่งสะท้อนถึงแนวโน้มใน 1Q26 และสภาพแวดล้อมที่ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน……

รายงานฉบับภาษาไทย Thai Version

รายงานฉบับภาษาอังกฤษ English Version