Company Equity 1 Apr 2026, 06:25

TIDLOR (BUY) – ปรับตัวลงมากแล้ว –Target Price Bt17.00, Price Bt14.80


เรายังคงแนะนำ “ซื้อ” TIDLOR ราคาหุ้นที่ลดลง 26% นับตั้งแต่เริ่มสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้ 2026F P/BV ลดลงมาอยู่ที่ 1.1 เท่า vs ROE ที่ 14.8% เมื่อรวมผลจากสงคราม ฐานะการเงินที่ยังแข็งแกร่งของ TIDLOR และต้นทุนทางการเงินที่ลดลง ยังหนุนให้กำไรเติบโตแข็งแกร่งที่ 8% ในปี 2026F

รวมผลกระทบจากสงครามแล้ว ยังแนะนำ “ซื้อ”

เรายังคงแนะนำ “ซื้อ” TIDLOR แม้จะปรับลดกำไรปี 2026–27F ลง 10–13% สะท้อนผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ credit cost สูงขึ้น และการเติบโตของสินเชื่อชะลอลง ราคาเป้าหมาย (ปีฐาน 2026F) ปรับลงเหลือ 17 บาท (จาก 22.5 บาท) เนื่องจาก 1) เรายังคาดว่า EPS จะเติบโตราว 8% ในปี 2026F แม้ TIDLOR จะมีความอ่อนไหวต่อราคาดีเซลสูงสุดในกลุ่มฯ แต่โอกาสที่จะเกิดภาวะถดถอยซ้ำแบบปี 2022 ค่อนข้างต่ำ เนื่องจากมีสัดส่วนสินเชื่อรถบรรทุกลดลง และมีฐานเงินทุนที่แข็งแกร่งขึ้น 2) ต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยยังคงมีแนวโน้มลดลง หนุนโดยอำนาจการตั้งราคาตามอันดับเครดิต A+, ความยืดหยุ่นด้านแหล่งเงินทุนจากธ.กรุงศรีอยุธยา (BAY) และการรีไฟแนนซ์ที่ช่วยเพิ่มผลตอบแทน และ 3) ด้านมูลค่า ปัจจุบันถือว่าน่าสนใจ หลังราคาหุ้นปรับลง 26% ตั้งแต่เกิดความขัดแย้งของอิหร่าน โดย 2026F P/BV อยู่ที่เพียง 1.1 เท่า เทียบกับ ROE ที่ 14.8%

งบดุลแข็งแกร่ง

TIDLOR เผชิญกับความเสี่ยงจากราคาน้ำมันดีเซลที่สูงขึ้นมากที่สุดเมื่อเทียบกับบริษัทอื่นในกลุ่มฯ เนื่องจากมีสัดส่วนสินเชื่อจำนำทะเบียนรถบรรทุกสูงถึง 16% ของสินเชื่อทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีสัดส่วนสินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์สูงถึง 62% ซึ่งมีงวดชำระรายเดือนสูงกว่าสินเชื่อจำนำทะเบียนรถจักรยานยนต์ ทำให้ผู้กู้มีความเปราะบางมากขึ้นในสภาพแวดล้อมที่มีค่าครองชีพสูง ซึ่งอาจนำไปสู่ความสามารถในการชำระหนี้ที่ลดลง เราปรับเพิ่มสมมติฐาน credit cost เป็น 290bps (จาก 260bps) ในปี 2026F ซึ่งคงที่จากปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม การซ้ำรอยปี 2022 ดูไม่น่าเป็นไปได้ เนื่องจากสัดส่วนสินเชื่อรถบรรทุกลดลงจาก 20% ในปี 2022 เหลือ 16% ในปี 2025 และอัตราส่วนเงินสำรองหนี้สูญ (LLR) ต่อสินเชื่อเพิ่มขึ้นจาก 4.0% เป็น 5.1% ซึ่งจะช่วยสร้างกันชนที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก การที่การเติบโตของ EPS ที่ 8% ของเราในปี 2026F จะลดลงได้ credit cost จะต้องพุ่งสูงถึง 345bps ซึ่งเป็นจุดสูงสุดในปี 2024

ต้นทุนทางการเงินยังคงลดลง

เราคิดว่าตลาดมีปฏิกิริยามากเกินไปต่อการเพิ่มขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรไทยระยะ 2-3 ปี ที่ 9/22 bps ในช่วงสงครามตะวันออกกลาง เทียบกับค่าเฉลี่ยในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมา ต้นทุนทางการเงินของ TIDLOR น่าจะลดลง 5 bps ในปี 2026F ด้วย 4 เหตุผล 1) หุ้นกู้มูลค่า 1.0 หมื่นลบ. ส่วนใหญ่ที่จะครบกำหนดในปีนี้จะครบกำหนดใน 2H26 ซึ่งเราไม่คาดว่าสงครามจะยืดเยื้อไปถึง 2) อันดับเครดิต A+ ของ TIDLOR ช่วยให้มีความต้องการหุ้นกู้สูงจากการแห่ซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน 3) BAY ซึ่งถือหุ้น 46.5% ใน TIDLOR เป็นแหล่งเงินทุนสำรอง 4) หุ้นกู้ที่จะครบกำหนดในปีนี้มีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยราว 3.34% เทียบกับราว 2.16% ในการออกหุ้นกู้ครั้งล่าสุด ดังนั้น ต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยของ TIDLOR จึงยังคงอยู่ในแนวโน้มขาลง การเพิ่มขึ้นทุกๆ 10 bps ของต้นทุนทางการเงิน จะส่งผลให้กำไรสุทธิลดลง 1%

ขยายสินเชื่ออย่างระมัดระวังยิ่งขึ้น

ราคาน้ำมันดีเซลที่สูงขึ้นน่าจะกระตุ้นให้ TIDLOR ชะลอการขยายงสินเชื่อเพื่อรักษาระดับคุณภาพสินทรัพย์ เราปรับลดคาดการณ์การเติบโตของสินเชื่อลงเป็น 5% (จาก 8.5%) ในปี 2026F เรามองว่าบริษัทน่าจะยังคงให้สินเชื่อรถบรรทุกอย่างระมัดระวังต่อไป ขณะที่ยังคงขยายกลุ่มธุรกิจหลักอย่างรถจักรยานยนต์และรถยนต์ต่อไป

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน……

รายงานฉบับภาษาไทย Thai Version

รายงานฉบับภาษาอังกฤษ English Version