Company Equity 12 July 2026, 19:58

KCG (BUY) – มาตรการลดต้นทุนเห็นผลต่อเนื่อง – Target Price Bt13.00, Price Bt10.40


KCG มุ่งเน้นการประหยัดต้นทุนเพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ และเราคาดว่า EPS จะเติบโต 14/11/9% ในปี 2026-28F ขณะที่หุ้นซื้อขายที่ PE เพียง 10/9 เท่า และคาดว่าจะให้ผลตอบแทนปันผล 5/6% ในปี 2026-27F เราจึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ”

การเติบโตดีต่อเนื่อง; คงคำแนะนำ “ซื้อ”

เรายังคงแนะนำ “ซื้อ” KCG ด้วยเป็นบริษัทที่มีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และยังมีกำไรที่เติบโต แม้เศรษฐกิจจะอ่อนแอ 1) แม้ว่าผลของสงครามอิหร่านจะทำให้ยอดขายทรงตัวใน 2Q26F แต่เราคาดว่า KCG จะยังมี EPS โต 13% y-y หนุนโดยอัตรากำไรที่ขยายตัวจากการประหยัดต้นทุน และสัดส่วนสินค้าที่มีอัตรากำไรสูงเพิ่มขึ้น 2) KCG ได้สัญญาพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวใหม่ให้กับลูกค้าองค์กร ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้ยอดขายกลับมาเติบโตใน 2H26F 3) แม้ยังมีผลกระทบจากสงครามอิหร่านและภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา แต่เราปรับกำไรขึ้น 2-3% ต่อปี และคาดว่า EPS จะเติบโต 14/11/9% ในปี 2026-28F โดยมีปัจจัยหนุนหลัก ได้แก่ การขยายตัวของอัตรากำไรจากการลดต้นทุน การเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีอัตรากำไรสูง และการเติบโตของยอดขายตามปกติของธุรกิจตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และ 3) เรามองว่า KCG ยังมีมูลค่าน่าสนใจ ซื้อขายที่ PE เพียง 10/9 เท่า และคาดว่าจะให้อัตราผลตอบแทนปันผลที่ 5/6% ในปี 2026-27F นอกจากนี้เราได้ปรับมาใช้ปีฐาน 2027F และปรับราคาเป้าหมาย เพิ่มขึ้นเป็น 13 บาท จากเดิม 12 บาท

ประหยัดต้นทุนมากขึ้น  

EBIT Margin ของ KCG เพิ่มขึ้นจาก 5.8% ในปี 2023 เป็น 7.4% ในปี 2025 จากการดำเนินกลยุทธ์ลดต้นทุนต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนมาใช้วัตถุดิบที่มีต้นทุนต่ำลงในการผลิตสินค้าสำเร็จรูป ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นมา ท่ามกลางอุปสงค์ที่ยังซบเซา KCG ได้ดำเนินมาตรการลดต้นทุนเพิ่มเติม ได้แก่ การลดจำนวนพนักงานลงราว 12% y-y ใน 1Q26 และแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ การเพิ่มจำนวนซัพพลายเออร์ เพื่อเสริมการแข่งขันด้านราคาและช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบ และปรับปรุงกระบวนการผลิตครั้งใหญ่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน นอกจากนี้ KCG ยังให้ความสำคัญกับการผลักดันการจำหน่ายสินค้าที่มีอัตรากำไรสูงมากขึ้น เราคาดว่า EBIT Margin จะขยายตัวเป็น 8.6% ในปี 2027F จาก 7.4% ในปี 2025

มุ่งผลักดันการเติบโตของยอดขาย  

หลังยอดขายเติบโต 7% y-y ใน 1Q26 เราคาดว่ายอดขายใน 2Q26F จะทรงตัวจากผลของสงครามอิหร่านและเศรษฐกิจที่อ่อนแอ อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่ายอดขายจะกลับมาเติบโตใน 2H26F สำหรับธุรกิจ B2B บริษัทได้รับสัญญาใหม่จากลูกค้าเดิมเพื่อจัดหาผลิตภัณฑ์สำหรับใช้เป็นวัตถุดิบในการพัฒนาสินค้าใหม่ ซึ่งจะเริ่มส่งมอบในช่วง 2H26F ขณะที่ธุรกิจ B2C บริษัทมีแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มชีส เนย และเบเกอรี่ เพื่อให้สอดคล้องกับกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนตัวลง ทั้งนี้ KCG มียอดขายเติบโตเฉลี่ย 12% ต่อปี ในปี 2023-25 สูงกว่าของอุตสาหกรรมขนมขบเคี้ยวที่ 3-4% ต่อปี จากความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และความเชี่ยวชาญที่ได้แรงหนุนจากโรงเรียนสอนทำอาหารภายในบริษัท  โดยเราคาดว่ายอดขายของ KCG จะเติบโต 3-6% ในปี 2026-28F

ผลกระทบจากสงครามมีจำกัด

KCG ไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากสงครามในตะวันออกกลาง ทั้งด้านการขาดแคลนวัตถุดิบหรือภาวะเงินเฟ้อของต้นทุนอาหาร เนื่องจากวัตถุดิบหลักของบริษัท ได้แก่ ชีสและนม ไม่ได้เกี่ยวกับพื้นที่ความขัดแย้ง โดยนำเข้าจากตลาดอื่นและไม่ได้พึ่งพาเส้นทางขนส่งผ่านตะวันออกกลาง เช่น ออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์ แม้บริษัทจะเผชิญกับต้นทุนบรรจุภัณฑ์และค่าขนส่งที่สูงขึ้น แต่ EBIT Margin ยังคงขยายตัวใน 2Q26F

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน……

รายงานฉบับภาษาไทย Thai Version

รายงานฉบับภาษาอังกฤษ English Version