Company Equity 6 Aug 2026, 07:00

STECON (BUY) – ก้าวแรกที่มั่นคง – Target Price Bt21.00, Price Bt17.90


เราคาดว่ากำไรของ STECON ใน 2Q26F (ไม่รวมรายได้เงินปันผลและส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุน) จะโต 27% y-y นอกจากนี้ เรายังคาดว่ากำไร 2H26F จะเติบโต 56% h-h จากรายได้ส่วนใหญ่ที่กระจุกตัวในช่วงปลายปี และยังเป็นปีแรกของการเติบโตรอบใหม่ของอุตสาหกรรม คงคำแนะนำ “ซื้อ”

ก้าวอย่างมั่นคงเข้าสู่วัฏจักรใหม่ คงคำแนะนำ “ซื้อ”

เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” STECON เนื่องจากมองว่าเป็นหุ้นที่ได้ประโยชน์ที่สุดจากรอบการลงทุนด้านก่อสร้างรอบใหม่ของไทย 1) มีการกระจายการรับงานครอบคลุมทุกธีมการเติบโตหลักที่ขับเคลื่อนโดยนโยบายภาครัฐ ได้แก่ แผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลมูลค่า 7.75 แสนลบ. ในปี 2026-30 การเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์ (มูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เพิ่มขึ้นจาก 2.43 แสนลบ. ในปี 2024 เป็น 7.39 แสนลบ. ในปี 2025 และ 8.74 แสนลบ. ใน 1Q26) รวมถึงโครงการพลังงานทดแทนภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ 2) เราคาดว่ากำไรจากการดำเนินงานหลัก (ไม่รวมรายได้เงินปันผลและส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุน) จะเติบโต 12% y-y ในปี 2026F และเติบโตเฉลี่ย 15%ต่อปี ในปี 2027-29F 3) เราคาดว่ากำไรจากการดำเนินงานหลัก (ไม่รวมรายได้เงินปันผลและส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุน) ใน 2Q26F จะเติบโต 27% y-y และเร่งตัวขึ้นอีก 56% h-h ใน 2H26F หนุนโดยรายได้ส่วนใหญ่ที่กระจุกตัวในช่วงปลายปี และ 4) แม้ว่าราคาหุ้นจะปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้ว 184% YTD แต่เรายังคงเห็น upside จากราคาเป้าหมายใหม่ของเราที่ปรับมาใช้ปีฐาน 2027F ที่  21 บาท/หุ้น (จาก 19 บาท)

กำไร 2Q26F สะท้อนการเริ่มต้นของการเติบโตรอบใหม่

เราคาดว่ากำไรจากการดำเนินงานหลักของ STECON ใน 2Q26F (ไม่รวมรายได้เงินปันผลและส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุน) จะอยู่ที่ 229 ลบ. เพิ่มขึ้น 27% y-y หนุนโดยค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ลดลง เราคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะยังทรงตัวอยู่ในระดับที่ดีที่ 7.3% ใน 2Q26F เทียบกับ 7.2% ใน 2Q25 เมื่อรวมรายได้เงินปันผล 700 ลบ. จากการถือหุ้น 1.5% ในบมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) และรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุน 30 ลบ. จากการถือหุ้น 20% ใน U-Tapao International Aviation (UTA) เราคาดว่ากำไรสุทธิ 2Q26F จะอยู่ที่ 759 ลบ. เพิ่มขึ้นถึง 367% y-y

เตรียมเปิดประมูลรถไฟความเร็วสูง เฟส 2 ในเดือนธันวาคม

หลังการก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน เฟส 1 มีความคืบหน้าไปแล้ว 55% รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมีแผนเปิดประมูลโครงการเฟส 2 ในเดือนธันวาคมปีนี้ โดยเฟส 2 มีมูลค่ารวม 2.35 แสนลบ. แบ่งออกเป็น 8 สัญญาก่อสร้าง มีกำหนดดำเนินงานในปี 2027-31 ด้วยความซับซ้อนด้านเทคนิคของโครงการและมูลค่างานที่สูงในแต่ละสัญญา เราจึงคาดว่าจะมีผู้รับเหมาที่มีคุณสมบัติสำหรับเข้าร่วมประมูลไม่มาก และ STECON มีแนวโน้มที่จะเป็นหนึ่งในผู้รับเหมาที่มีศักยภาพในการเข้าประมูล จากคาดการณ์มูลค่างานใหม่ของ STECON ที่ 5.0 หมื่นลบ. ในปีหน้า เราคาดว่าราว 2.4 หมื่นลบ. จะมาจากโครงการรถไฟความเร็วสูงเฟส 2 นี้

มูลค่ายังน่าสนใจ

แม้ราคาหุ้นจะปรับขึ้นอย่างมากตั้งแต่ต้นปี แต่เรายังคงมองว่า STECON ยังมีมูลค่าที่น่าสนใจ ราคาเป้าหมายที่ 21.0 บาท/หุ้น ซึ่งประเมินด้วยวิธี SOTP ประกอบด้วยธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมูลค่า 10.6 บาท/หุ้น การลงทุนใน GULF มูลค่า 9.5 บาท/หุ้น และธุรกิจอื่น 0.9 บาท/หุ้น หากหักมูลค่าของสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างออกจากราคาหุ้นปัจจุบัน จะพบว่าตลาดให้มูลค่าธุรกิจรับเหมาก่อสร้างหลักของ STECON เพียง 7.5 บาท/หุ้น หรือคิดเป็นเพียง 10 เท่า 2027F PE เรามองว่าระดับ PE นี้ยังไม่สะท้อนศักยภาพการเติบโตของกำไรธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่เราคาดว่าจะเติบโต 15/15/16% y-y ในปี 2027-29F อย่างเต็มที่

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน……

รายงานฉบับภาษาไทย Thai Version

รายงานฉบับภาษาอังกฤษ English Version