KCG (BUY) – คาดแข็งแกร่งใน 1Q26F –Target Price Bt12.00, Price Bt9.75
เราคาดว่ากำไร 1Q26F ของ KCG จะเติบโต 19% y-y หนุนโดยการเปิดตัวสินค้าใหม่และการประหยัดต้นทุน เราปรับกำไรขึ้น 4% ต่อปี ในปี 2026-28F และคงคำแนะนำ “ซื้อ” KCG ยังไม่แพง ที่ 2026F PE เพียง 10 เท่า เทียบกับการเติบโต 13/10/9% และอัตราผลตอบแทนปันผล 6-7% ในปี 2026-28F
กำไร 1Q26F แข็งแกร่ง และปรับเพิ่มกำไร; แนะนำ “ซื้อ”
เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” KCG โดยปรับราคาเป้าหมายปีฐานเป็น 12.0 บาท (จาก 11.3 บาท) 1) เราคาดว่ากำไร 1Q26 จะออกมาแข็งแกร่ง เติบโต 19% y-y โดยมองว่าการลดลง 28% q-q เป็นเรื่องปกติ เนื่องจากความต้องการที่สูงในช่วงเทศกาลของ 4Q25 (โดยปกติ 4Q คิดเป็นราว 40% ของกำไรทั้งปี) ปัจจัยผลักดันหลักมาจากยอดขายและการขยายตัวของอัตรากำไร เราปรับกำไรขึ้น 4% ต่อปี ในปี 2026-28F 2) ธุรกิจของ KCG ยังเติบโตสวนทางภาวะตลาด โดยได้รับผลกระทบจำกัดจากสงครามในตะวันออกกลางและการบริโภคในประเทศที่อ่อนแอ 3) อัตรากำไรยังคงขยายตัวต่อเนื่องจากการควบคุมต้นทุนในเชิงรุก และ 4) มูลค่าหุ้น KCG ยังน่าสนใจ ซื้อขายที่ 2026F PE เพียง 9.5 เท่า เทียบกับ EPS ที่เติบโต 13/10/9% และอัตราผลตอบแทนปันผล 6-7% ในปี 2026-28F
เติบโตสวนกระแส
แม้การบริโภคจะอ่อนแอ แต่ยอดขายของ KCG คาดว่าจะเติบโต 7% y-y ใน 1Q26 โดย KCG มีการเติบโตที่ดีทั้งในกลุ่มลูกค้า B2B และ B2C เรามองว่าความสำเร็จนี้มาจากทีมผู้บริหารที่แข็งแกร่งดำเนินงานในเชิงรุก โดย KCG สามารถกำหนดเทรนด์ความต้องการของตลาดได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว ใน 1Q26 บริษัทฯ ได้พัฒนาสูตรสินค้าใหม่ตามกระแส เช่น ขนมปังชิโอะปัง (ขนมปังเกลือ), ครัวซองต์หลากหลายรูปแบบ และทาร์ตหลากรสชาติ รวมถึงจำหน่ายชีสและเนยในฐานะวัตถุดิบให้กับผู้ประกอบการเบเกอรี่ ในปี 2025 บริษัทฯ มุ่งเน้นสินค้าในกลุ่มบุฟเฟต์ที่กำลังเป็นกระแส ความสำเร็จดังกล่าวมาจากการใช้ประโยชน์จากโรงเรียนสอนทำอาหารของบริษัทในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) และขนาดการจัดหาวัตถุดิบที่ใหญ่ ในฐานะผู้ผลิตชีสและเนยรายใหญ่ที่สุดของไทย ทำให้สามารถเสนอสินค้าด้วยต้นทุนที่ต่ำให้กับลูกค้าได้ เราคาดว่ายอดขายจะเติบโต 8/6/5% ในปี 2026-28F
อัตรากำไรขยายตัว
EBIT margin ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็น 8.5% ใน 1Q26F จาก 7.7% ใน 1Q25 โดย KCG ยังคงเดินหน้าปรับใช้ระบบอัตโนมัติในกระบวนการทำงาน และลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อปรับสูตรผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ KCG ยังได้ประโยชน์จาก operating leverage ตั้งแต่ปี 2026F จากการเพิ่มสายการผลิตใหม่และคลังสินค้าใหม่ในปี 2025 บริษัทฯ คาดว่าสัดส่วนค่าใช้จ่าย SG&A/Sales จะลดลงต่อเนื่องจาก 23% ในปี 2025 เราคาดว่า EBIT margin จะขยายตัวเป็น 8.0% ในปี 2028F จาก 7.4% ในปี 2025
ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางจำกัด
KCG ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางค่อนข้างน้อย เนื่องจากความต้องการสินค้าอาหารยังคงแข็งแกร่ง และบริษัทมุ่งเน้นสินค้าในกลุ่มที่เป็นเทรนด์และมีความต้องการสูง ในด้านอุปทาน ปัจจุบันยังไม่พบปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ โดยวัตถุดิบหลักอย่างชีสและนมไม่ได้เกี่ยวกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เนื่องจากนำเข้าจากตลาดอื่น เช่น นิวซีแลนด์ และไม่ได้พึ่งพาเส้นทางขนส่งผ่านตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม KCG คาดว่าจะได้รับผลกระทบบางส่วนจากราคาบรรจุภัณฑ์และค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่ต้นทุนทั้งสองส่วนนี้คิดเป็นสัดส่วนราว 3% ของต้นทุนรวม
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน……
