Equity Industries 11 May 2026, 07:33
Retail Sector (Overweight) – คาดว่าแนวโน้มที่ดีขึ้นต่อเนื่องในเดือนเมษายน
- เราคาดว่ายอดขายสาขาเดิมจะเติบโต 1.8% y-y
- แม้ไม่แข็งแกร่งมาก แต่การที่ยอดขายหยุดปรับตัวลดลงถือเป็นสัญญาณบวก
- การฟื้นตัวส่วนใหญ่มาจากกลุ่มธุรกิจวัสดุตกแต่งและซ่อมแซมบ้าน
- เชื่อว่าผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว จึงคงน้ำหนักลงทุนเป็น “Overweight”
News Update
- เราคาดว่ากลุ่มค้าปลีกภายใต้การวิเคราะห์ของเราจะรายงานยอดขายสาขาเดิมเติบโต 1.8% y-y ในเดือนเมษายน 2026 ซึ่งนับเป็นเดือนที่สองติดต่อกันที่หยุดการปรับตัวลดลง หลังจากก่อนหน้านี้ยอดขายสาขาเดิมเฉลี่ยติดลบต่อเนื่องมานานกว่า 2 ปี ในเชิงโครงสร้าง บริษัทค้าปลีกเริ่มเห็นการปรับตัวดีขึ้นของความเชื่อมั่นผู้บริโภค หลังการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ขณะเดียวกัน ยังได้รับแรงหนุนจากสงครามในตะวันออกกลาง เช่น ความต้องการกักตุนสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น และราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น จนถึงขณะนี้ สงครามดังกล่าวยังไม่ได้ส่งผลกระทบเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญต่อกลุ่มค้าปลีก
- ทั้งนี้ เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงข้อมูล เราจึงไม่ได้รวมธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกของ CPAXT (กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น) และธุรกิจร้านค้าปลีกสินค้าไอทีของ COM7 (กลุ่มสินค้าไม่จำเป็น) ไว้ในบทวิเคราะห์ฉบับนี้
- กลุ่มวัสดุตกแต่งและซ่อมแซมบ้าน: เราคาดว่ากลุ่มนี้จะมียอดขายสาขาเดิม (SSS) เติบโต 2.8% y-y หลังลดลงตั้งแต่ปี 2024 แม้อุปสงค์จะอยู่บนฐานที่ต่ำ หลังจากการบริโภคอ่อนแอ และตลาดอสังหาริมทรัพย์ซบเซามาหลายปี แต่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เริ่มฟื้นตัวหลังการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ได้เริ่มช่วยหนุนความต้องการจากทั้งกลุ่มเจ้าของบ้านและผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการภาครัฐ เราคาดว่าร้าน HomePro ของ HMPRO ซึ่งเน้นกลุ่มลูกค้าเจ้าของบ้าน จะมี SSS เติบโต 2% y-y (consumer billing เติบโต 5% จากการติดตั้งสินค้าที่ล่าช้ามาก่อนหน้านี้) ผู้ประกอบการที่มีสินค้าสัมพันธ์กับความต้องการจากโครงการภาครัฐ เช่น Mega Home ของ HMPRO, DOHOME, GLOBAL และ Thai Watsadu ของ CRC น่าจะเห็น SSS แข็งแกร่งขึ้น จากการที่ผู้รับเหมาเริ่มเตรียมวัสดุก่อสร้างสำหรับโครงการใหม่ที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแรงหนุนเพิ่มเติมจากราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นตามผลกระทบของสงคราม เช่น เหล็กและสินค้ากลุ่มสี รวมถึงการที่ลูกค้าบางส่วนเร่งกักตุนสินค้าเพราะกังวลเรื่องสินค้าขาดแคลน อย่างไรก็ตาม บริษัทต่างๆ เชื่อว่าอุปสงค์พื้นฐานได้ปรับตัวดีขึ้น แม้ไม่รวมผลบวกชั่วคราวจากปัจจัยสนับสนุนดังกล่าวก็ตาม
- กลุ่มสินค้าไม่จำเป็น: เราคาดว่ากลุ่มนี้จะมียอดขายสาขาเดิม (SSS) เติบโต 2.0% y-y ซึ่งทรงตัวใกล้เคียงกับเดือนก่อนหน้า เราคาดว่า CPN จะยังคงมี SSS เติบโตราว 3% y-y จากจำนวนผู้ใช้บริการศูนย์การค้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งน่าจะส่งผลให้ค่าเช่าปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากความสำเร็จของกลยุทธ์การพัฒนาศูนย์การค้า สำหรับ CRC หลังจากยอดขายสาขาเดิมติดลบต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีก่อน คาดว่าจะยังสามารถรายงาน SSS เป็นบวกต่อเนื่อง หลังจากการลดลงหยุดลงในเดือนมีนาคม ธุรกิจห้างสรรพสินค้าแฟชั่นซึ่งมีมาร์จิ้นสูงของ CRC คาดว่าการหดตัวจะลดลงเหลือเพียงระดับ low-single digit จากก่อนหน้าที่ติดลบระดับ high-single digit โดยได้แรงหนุนจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ดีขึ้นและกลยุทธ์ธุรกิจใหม่ของบริษัท ธุรกิจวัสดุตกแต่งและซ่อมแซมบ้านก็คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน ตามที่กล่าวไปก่อนหน้า ขณะที่ธุรกิจอาหารยังคงเติบโตในระดับ high-single digit ทั้งจากธุรกิจค้าปลีกอาหารในประเทศไทย เช่น Tops และธุรกิจอาหารในเวียดนาม จากการขยายส่วนแบ่งตลาดอย่างต่อเนื่อง รวมถึงธุรกิจค้าส่งในไทย (GO) ที่ได้รับแรงหนุนบางส่วนจากความต้องการกักตุนสินค้าที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้
- สินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน: เราคาดว่ากลุ่มนี้จะรายงานยอดขายสาขาเดิมลดลงเฉลี่ย 0.8% y-y ธุรกิจ 7-Eleven ของ CPALL น่าจะยังคงเติบโตที่ 1.5% y-y เนื่องจากความต้องการสินค้าที่มีความยืดหยุ่นต่ำยังคงทรงตัว และรูปแบบร้านค้าที่ประสบความสำเร็จ ในทางตรงกันข้าม เราคาดว่า BJC จะยังคงติดลบ ซึ่งเราเชื่อว่าสะท้อนถึงการสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดอย่างต่อเนื่อง
- เราคาดว่าผลิตภัณฑ์เฉพาะทางของ MRDIYT และ MOSHI จะมียอดขายขายสาขาเดิม (SSS) ทรงตัว แต่มีแนวโน้มที่จะยังคงเติบโตในอัตราที่สูงขึ้นมาก เนื่องจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วเนื่องจากความสำเร็จในการแย่งส่วนแบ่งตลาดจากผู้เล่นรายเล็ก
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน……
รายงานฉบับภาษาไทย Thai Version
รายงานฉบับภาษาอังกฤษ English Version
