Equity Industries 6 July 2026, 07:05

Retail (Overweight) – การเติบโตของยอดขายสาขาเดิมดีขึ้นใน 2Q26F


  • SSSG ที่ลดลงได้ทรงตัวแล้ว
  • กลุ่มค้าปลีกวัสดุตกแต่งและซ่อมแซมบ้านดีขึ้นมากที่สุด
  • ผลกระทบจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสมีจำกัด
  • คงน้ำหนักลงทุนเป็น “OVERWEIGHT”

News Update

  • เราคาดว่าหุ้นค้าปลีกทั้ง 9 ตัวที่อยู่ภายใต้การวิเคราะห์ของเราจะรายงานการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ที่ 0.7% y-y หลังจากที่ลดลง 3.4% และ 1.9% ใน 4Q25-1Q26 โดยรวมแล้ว เราเชื่อว่าการลดลงของ SSSG ในช่วงสามปีที่ผ่านมาได้ทรงตัวแล้ว โดยได้รับการสนับสนุนจากเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ค่อยๆ ดีขึ้น ภายหลังจากรัฐบาลมีเสถียรภาพและการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เราไม่คาดว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะมีผลกระทบเชิงโครงสร้างอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากทั้งผลกระทบเชิงลบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและผลกระทบเชิงบวกจากราคาวัสดุก่อสร้างที่สูงขึ้นนั้นไม่มีนัยสำคัญ เราคาดว่ากลุ่มค้าปลีกวัสดุตกแต่งและซ่อมแซมบ้าน จะมีการปรับตัวดีขึ้นมากที่สุด ด้วยการลดลงใน SSSG สิ้นสุดลง เนื่องจากฐานที่ต่ำมากและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้น ตามมาด้วยกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย เราคาดว่ากลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานจะยังคงทรงตัวโดยรวม
  • กลุ่มค้าปลีกวัสดุตกแต่งและซ่อมแซมบ้าน: เราคาดว่ายอดขายสาขาเดิม (SSSG) จะทรงตัวใน 2Q26F หลังจากที่ลดลงเฉลี่ย -7.5/5.8% ใน 4Q25/1Q26 และ -5.4% ต่อปีในช่วงปี 2023-25 หากไม่รวมผลบวกด้านราคาจากภาวะขาดแคลนอุปทานที่เกี่ยวข้องกับสงคราม เรายังคงคาดว่า SSSG จะลดลงเพียง -1.3% y-y ซึ่งถือเป็นการลดลงที่น้อยลงมาก
  • DOHOME (ขาย) ป็นบริษัทที่ได้รับอานิสงส์จากความต้องการวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นจากโครงการลงทุนของภาครัฐมากที่สุด เนื่องจากมีสัดส่วนรายได้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจก่อสร้างสูงกว่าบริษัทอื่นในกลุ่ม
  • HMPRO (ซื้อ) มีการปรับตัวดีขึ้นในระดับที่น้อยกว่า เนื่องจากกลุ่มลูกค้าระดับกลางถึงบนเริ่มได้รับอานิสงส์จากภาวะเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพมากขึ้น
  • GLOBAL (ซื้อ) ยังคงมีผลการดำเนินงานลดลง เนื่องจากมีสัดส่วนลูกค้าในต่างจังหวัดและกลุ่มรายได้ระดับล่างมากกว่า ซึ่งได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นมากกว่า อย่างไรก็ตาม GLOBAL ยังคงเป็น Top Pick ของเราในกลุ่มค้าปลีกวัสดุตกแต่งและซ่อมแซมบ้าน เราคาดว่า กำไรต่อหุ้น (EPS) ใน 2Q26F จะเติบโตแข็งแกร่งถึง 33% y-y โดยได้รับแรงหนุนจากการมุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้า House Brand ซึ่งมีอัตรากำไรสูง และการประหยัดต้นทุน ซึ่งเรามองว่าเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตเชิงโครงสร้างที่จะสนับสนุนการเติบโตต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า นอกจากนี้ เราคาดว่ายอดขายสาขาเดิม (SSSG) ของ GLOBAL จะปรับตัวดีขึ้นใน 2H26F หลังจากแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงเริ่มคลี่คลาย
  • กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย: เราคาดว่าบริษัทในกลุ่มจะยังคงรักษาการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ในแดนบวก ได้ โดยมีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นเล็กน้อย จากแรงหนุนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ รวมถึงกลยุทธ์เฉพาะของแต่ละบริษัท
  • CRC (ซื้อ) คาดว่ายอดขายสาขาเดิม (SSSG) จะกลับมาเติบโต 1.0% หลังจากหดตัวเฉลี่ย 1.9% ต่อปี ในปี 2023–25 ธุรกิจที่ฟื้นตัวเด่นที่สุดคือห้างสรรพสินค้า (แฟชั่น) โดยคาดว่า SSSG จะอยู่ที่ -1.5% ซึ่งถือว่าดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วงต้นปีที่หดตัวในระดับ High Single Digit (ประมาณ 7–9%) หลังจากยอดขายอ่อนตัว 
  • ต่อเนื่องมาหลายปี มาตรการปรับโครงสร้างของทีมผู้บริหารชุดใหม่ เช่น การปรับกลุ่มสินค้า การปรับผังและรูปแบบการจัดร้าน การหันมาให้ความสำคัญกับลูกค้าระดับบนมากขึ้น ได้เริ่มสะท้อนผลเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานแล้ว ขณะเดียวกัน ธุรกิจวัสดุก่อสร้างก็มีแนวโน้มดีขึ้นเช่นกัน (ทรงตัว) จากปัจจัยบวกที่กล่าวมาข้างต้น ส่วนธุรกิจอาหาร ยังคงเติบโตแข็งแกร่ง (+5%) จากส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ แม้ SSSG รวมในเดือนมิถุนายนจะติดลบเล็กน้อย แต่เราเชื่อว่าสาเหตุหลักเกิดจาก การเลื่อนกิจกรรมส่งเสริมการขายของห้างสรรพสินค้าไปเป็นเดือนกรกฎาคม มากกว่าจะสะท้อนการชะลอตัวของอุปสงค์
  • CPN แนะนำ (ซื้อ) มีแนวโน้มรักษาการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ในระดับที่ดีได้ต่อเนื่อง จากความสำเร็จของกลยุทธ์การบริหารและพัฒนาศูนย์การค้าที่ยังคงดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ
  • MOSHI (ซื้อ) มีแนวโน้มรายงานการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม ได้อย่างต่อเนื่อง จากการที่สินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ของบริษัทได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในหมู่ผู้บริโภควัยรุ่นและวัยหนุ่มสาว ขณะเดียวกันกลยุทธ์การคัดสรรที่ประสบความสำเร็จ ยังช่วยให้บริษัทสามารถตอบรับกระแสความนิยมใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว เช่น ของเล่น Squeeze Toys ที่กำลังเป็นเทรนด์ในไตรมาสนี้
  • MRDIYT (ซื้อ) มีแนวโน้มรักษายอดขายสาขาเดิม (SSSG) ให้อยู่ในระดับทรงตัว จากอุปสงค์ที่เริ่มมีเสถียรภาพสำหรับสินค้ากลุ่มซ่อมแซมบ้าน งานปรับปรุงบ้านขนาดเล็ก และสินค้าไลฟ์สไตล์ราคาย่อมเยา อย่างไรก็ตาม เราคาดว่า ยอดขายรวมจะเติบโตในอัตราที่สูงกว่ามาก เนื่องจากบริษัทเดินหน้าขยายสาขาอย่างรวดเร็ว
  • กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น: เราคาดว่า ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ของกลุ่มจะยังคงหดตัวเล็กน้อยอย่างต่อเนื่อง แม้เราจะไม่ได้มองว่าความต้องการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นลดลง แต่เราเชื่อว่า BJC ยังคงสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับคู่แข่ง อย่างต่อเนื่อง
  • CPALL (ซื้อ) มีแนวโน้มรักษาการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ในระดับบวกเล็กน้อยได้ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เนื่องจากกลยุทธ์การคัดสรรและบริหารประเภทสินค้าของบริษัทช่วยสนับสนุนยอดขายได้อย่างต่อเนื่อง
  • BJC (ขาย) มีแนวโน้มรายงานการหดตัวของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) มากกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม เนื่องจากบริษัทยังคงสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับคู่แข่งอย่างต่อเนื่อง ตามมุมมองของเรา
  • ผลกระทบจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสอยู่ในระดับจำกัด: ภาครัฐไม่อนุญาตให้ร้านค้าปลีกสาขา (Chain Stores) เข้าร่วมโครงการในช่วง เดือนมิถุนายน–กันยายน 2026 อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าธุรกิจอาหารของ CPALL, BJC และ CRC ได้รับผลกระทบเชิงลบเพียงเล็กน้อย และมีผลการดำเนินงานดีกว่าช่วงที่มีโครงการคนละครึ่งครั้งก่อนใน 4Q25 เรามองว่าปัจจัยดังกล่าวสะท้อน บรรยากาศการบริโภคโดยรวมที่ดีขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการก็มีการเตรียมความพร้อมมากกว่าครั้งก่อน โดยน่าจะหันมาให้ความสำคัญกับการจำหน่ายสินค้าที่ โดยทั่วไปไม่มีจำหน่ายจากร้านค้ารายย่อยหรือร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ เช่น อาหารพร้อมรับประทานระดับพรีเมียม และสินค้าของขวัญขนาดเล็ก ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน……

รายงานฉบับภาษาไทย Thai Version

รายงานฉบับภาษาอังกฤษ English Version