Equity Industries 15 Sept 2026, 07:22

Construction Sector  (OVERWEIGHT) –ใกล้เข้าสู่ขั้นตอนการประมูล


การอนุมัติโครงการรถไฟทางคู่ล่าสุดของครม. ทำให้มูลค่าโครงการที่เข้าสู่กระบวนการประมูลเพิ่มเป็น 4.51 แสนลบ. หรือ 57% ของมูลค่าโครงการที่เราคาดว่าจะเปิดประมูลปี 2026–28F รวม 7.86 แสนลบ. โดยเราคาดว่าจะทยอยเปิดประมูลตั้งแต่ปลายปีนี้เป็นต้นไป เรา คงน้ำหนักลงทุนเป็น “OVERWEIGHT” กลุ่มรับเหมาก่อสร้างX

อนุมัติโครงการรถไฟทางคู่ 1.07 แสนลบ.

ครม.อนุมัติงบ 1.07 แสนลบ. สำหรับโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 จำนวน 3 จาก 6 เส้นทาง ถือเป็นความคืบหน้าต่อการเปิดประมูลโครงสร้างพื้นฐาน และเป็นสัญญาณเริ่มต้นของรอบการก่อสร้างใหม่ของไทย เราคงน้ำหนักลงทุนเป็น “OVERWEIGHT” กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง 1) เราคาดว่าจะมีงานใหม่ขนาดใหญ่ทยอยเข้ามาในช่วง 3 ปีข้างหน้า จากโครงการโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐมูลค่า 7.86 แสนลบ. ที่คาดว่าจะดำเนินการในปี 2026–28F รวมถึงโครงการภาคเอกชน โดยเฉพาะดาต้าเซนเตอร์ และโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน 2) เราคาดว่าผลกระทบจากต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะจำกัด เนื่องจาก CK และ STECON มีการสต็อกวัสดุในราคาก่อนเกิดสงครามในระดับสูง รวมถึงมีส่วนเผื่ออัตรากำไร 3–5% ในราคาประมูล และมีกลไกค่า Escalation Factor (K)  ของภาครัฐช่วยรองรับ 3) เราคาดว่ากำไรของกลุ่มจะเติบโตเฉลี่ย 11% ต่อปีในปี 2027–29F จาก Backlog ขนาดใหญ่ที่คิดเป็นราว 3 เท่าของรายได้ปี 2026F รวมถึงงานใหม่ที่จะเข้ามา และ 4) แม้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแล้ว แต่เรายังมองว่า STECON และ CK มี Valuation ที่น่าสนใจ

57% ของโครงการมูลค่า 7.86 แสนลบ. อยู่ภายใต้กระบวนการ TOR

การประชุม ครม. ล่าสุดอนุมัติการปรับวงเงินโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 เพื่อสะท้อนต้นทุนก่อสร้าง วัสดุ และราคาดีเซลที่สูงขึ้น โดยจากทั้งหมด 6 เส้นทาง มี 3 เส้นทางได้รับอนุมัติงบประมาณรวม 1.07 แสนลบ. ขณะที่เส้นทางที่เหลืออยู่ระหว่างทบทวนผลการศึกษาความเป็นไปได้ ส่งผลให้มูลค่าโครงการที่ครม. อนุมัติแล้วคิดเป็น 57% ของมูลค่าโครงการที่เราคาดว่าจะเปิดประมูลปี 2026–28F รวม 7.86 แสนลบ. ซึ่งประกอบด้วย มอเตอร์เวย์ 1.12 แสนลบ., รถไฟความเร็วสูงไทย-จีนระยะที่ 2 2.37 แสนลบ. และรถไฟทางคู่ 1.01 แสนลบ. ปัจจุบันโครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างกระบวนการประมูล การจัดทำ TOR (ข้อกำหนดเงื่อนไขของงาน) และ RFP (เอกสารข้อเสนอ) โดยคาดว่าจะทยอยเปิดประมูลตั้งแต่ช่วงปลายปีนี้เป็นต้นไป

กำไรธุรกิจก่อสร้างเติบโตเฉลี่ย 11% ในปี 2027–29F

หากไม่รวมรายได้จากเงินปันผลและส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม เราคาดว่ากำไรจากธุรกิจก่อสร้างของกลุ่มจะเติบโต 8/12/13% y-y ในปี 2027–29F หนุนโดย 1) รายได้ก่อสร้างเติบโต 7% y-y ในปี 2027F จากงานในมือที่มีอยู่ คิดเป็น 3.0 เท่าของรายได้ปี 2026F และเติบโต 10–11% y-y ในปี 2028–29F จากงานในมือ และงานใหม่ และ 2) อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยทรงตัวที่ 7.8% (เทียบกับ 8.1% ใน 1H26) เราคาดว่ากลุ่มจะมีงานใหม่มูลค่า 1.05/0.80/0.60 แสนลบ. ในปี 2027–29F จากทั้งโครงการโครงสร้างพื้นฐานและโครงการภาคเอกชนที่กล่าวถึงข้างต้น

STECON ยังคงเป็นหุ้น Top Sector Pick

เราคำแนะนำ “ซื้อ” ทั้ง STECON และ CK โดยทั้งสองบริษัทเป็นหนึ่งในผู้รับเหมารายใหญ่ไม่กี่รายที่มีคุณสมบัติเพียงพอสำหรับประมูลโครงการเมกะโปรเจกต์ของภาครัฐ ด้วยตำแหน่งทางการแข่งขันของทั้งสองบริษัทแข็งแกร่งขึ้น หลังคู่แข่งอย่างบมจ. อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) และบมจ. เนาวรัตน์พัฒนาการ (NWR) ประสบปัญหาด้านการเงิน เราชอบ STECON มากกว่า CK เพราะมีการกระจายตัวไปยังทุกกลุ่มที่เป็นนโยบายสำคัญของภาครัฐ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน, ดาต้าเซนเตอร์ และโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ขณะที่ CK สามารถเข้าประมูลได้ทุกโครงการเช่นกัน แต่ด้วยงานในมือที่มีอยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว จึงเน้นไปที่โครงการโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลัก

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน……

รายงานฉบับภาษาไทย Thai Version

รายงานฉบับภาษาอังกฤษ English Version