Company Equity 27 Aug 2026, 07:06

KCE (SELL) – อุปทานใหม่กำลังจะเข้าสู่ตลาด – Target Price Bt31.00, Price Bt54.50


  • อุปทานไฟบอร์กลาสของ KCE จะเริ่มเข้าสู่ตลาดตั้งแต่ 4Q26F
  • ครั้งนี้ไม่ได้ประโยชน์เชิงบวกจากภาวะขาดแคลนที่ขับเคลื่อนโดย AI
  • เรามองว่ามีความเสี่ยงที่การแข่งขันจะกลับมาอีกครั้ง
  • เรามองว่าส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มขึ้นจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว แนะนำ “ขาย”

News Update

  • เราขอสรุปว่า วัฏจักรการเติบโตของกำไรครั้งใหม่ของ KCE คาดว่าจะเริ่มตั้งแต่ 3Q26F โดยได้แรงหนุนจากราคาขายที่สูงขึ้นและส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางภาวะอุปทาน PCB ทั่วโลกที่ตึงตัว เนื่องจากไฟเบอร์กลาสซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญอยู่ในภาวะขาดแคลน จากความต้องการที่แข็งแกร่งของธุรกิจ AI ภาวะอุปทาน PCB ที่ตึงตัวดังกล่าว ทำให้ผู้ผลิต PCB ของจีนปรับขึ้นราคามากกว่า KCE อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ KCE สามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้ อย่างไรก็ตาม เรามองว่าประโยชน์ดังกล่าว จะเกิดขึ้นเพียงระยะสั้น เนื่องจากอุปทานไฟเบอร์กลาสใหม่ที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดอาจทำให้ ผู้ผลิต PCB ของจีนกลับมาแข่งขันด้านราคาอีกครั้ง ทั้งนี้ยอดขายของ KCE ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (US$ sales) ลดลงเฉลี่ย 9% ต่อปีในช่วง 2023-25 เนื่องจากยอดขายรถยนต์ในยุโรปซึ่งเป็นตลาดปลายทางหลักของ KCE อ่อนแอ รวมถึงการแข่งขันด้านราคาจากผู้ผลิต PCB ของจีนที่มีต้นทุนต่ำกว่า KCE ผลิต PCB ที่มีคุณภาพสูงกว่ามาก ดังนั้นจึงสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในช่วงที่การแข่งขันด้านราคาทวีความรุนแรง หมายเหตุ: การวิเคราะห์ด้านอุปทานของไฟเบอร์กลาส และ PCB ในบทวิเคราะห์นี้อ้างอิงข้อมูลเชิงลึกของอุตสาหกรรมจากรายงาน Daiwa China PCB ซึ่งจัดทำโดย Dennis Ip รวมถึงข้อมูลจากความเห็นของ KCE
  • ประโยชน์จากภาวะขาดแคลนใยแก้ว: KCE และผู้ผลิต PCB ของจีนส่วนใหญ่ ไม่ได้ผลิต PCB สำหรับ AI data centers โดยตรง แต่ได้ประโยชน์ทางอ้อมจากการลงทุนด้าน AI ทั่วโลกที่แข็งแกร่ง ผ่านราคาขาย PCB ที่สูงขึ้น ซึ่งเกิดจากภาวะขาดแคลนไฟเบอร์กลาส ไฟเบอร์กลาสเป็นเพียงวัตถุดิบสำคัญที่ใช้เสริมความแข็งแรงให้กับแผ่นลามิเนตของ PCB โดยไฟเบอร์กลาสเกรดสูงจะมีความสม่ำเสมอมากกว่าและรบกวนการส่งสัญญาณน้อยกว่า AI data centers ต้องใช้ไฟเบอร์กลาสเกรดสูงที่เรียกว่า Low-Dk glass ซึ่งรบกวนสัญญาณความเร็วสูงน้อยกว่า และช่วยให้ข้อมูลปริมาณมากสามารถส่งผ่าน PCB ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อการทำงานของ AI data centers ขณะที่ KCE และผู้ผลิต PCB ของจีนใช้ไฟเบอร์กลาสเกรดต่ำกว่าที่เรียกว่า E-glass ซึ่งเหมาะกับการใช้งานแบบดั้งเดิม เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค ซึ่งมีความต้องการด้านความเร็วในการส่งสัญญาณที่ต่ำกว่า จากความต้องการ AI ที่แข็งแกร่ง ผู้ผลิตไฟเบอร์กลาสจึงปรับสัดส่วนการผลิตจาก E-glass เกรดต่ำ ไปเป็น Low-Dk fiberglass ที่มีราคาสูงกว่ามาก ส่งผลให้ KCE และผู้ผลิต PCB ของจีนที่ใช้ E-glass ต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนไฟเบอร์กลาส ทำให้ต้นทุนการผลิต PCB สูงขึ้น และนำไปสู่การปรับขึ้นราคาขาย PCB ผู้ผลิต PCB ของจีนใช้ประโยชน์จากภาวะอุปทานที่ตึงตัว และปรับขึ้นราคาขายประมาณ 40-50% ขณะที่ KCE ปรับขึ้นราคาเพียงประมาณ 10% เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ KCE สามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดจากคู่แข่งจีนได้
  • ประโยชน์จากการขาดแคลน AI สำหรับไฟเบอร์กลาสชนิดพิเศษของ KCE ในครั้งนี้มีจำกัด ถึงกระนั้น KCE คาดว่ากำลังการผลิต E-glass ใหม่จะเริ่มเข้าสู่ตลาดตั้งแต่ 4Q26-1Q27 ซึ่งในครั้งนี้ แม้ว่า Low-Dk fiberglass จะยังคงขาดแคลน จากความต้องการ AI ที่แข็งแกร่ง แต่คาดว่ากำลังการผลิต E-glass ใหม่จะไม่ถูกเปลี่ยนไปผลิต Low-Dk สำหรับการใช้งานด้าน AI ในอนาคต เนื่องจาก AI data centers มีความต้องการ Low-Dk ที่มีคุณสมบัติสูงขึ้น โดยเฉพาะ Low-Dk Gen2 มากขึ้นตามความเร็วในการส่งข้อมูลที่เพิ่มขึ้น และข้อกำหนดด้านความสมบูรณ์ของสัญญาณที่เข้มงวดมากขึ้น เมื่อความเร็วในการส่งสัญญาณสูงขึ้น การควบคุม การสูญเสียสัญญาณ (signal loss), สัญญาณรบกวนระหว่างช่องสัญญาณ (crosstalk) และการรบกวน (interference) จะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ จึงจำเป็นต้องใช้ไฟเบอร์กลาสที่มีคุณสมบัติด้านไดอิเล็กทริกที่ดีขึ้น ดังนั้น คาดว่า Low-Dk Gen1 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันจะเข้าสู่ภาวะอุปทานล้นตลาดในปี 2026 ต่อเนื่องไปถึงปี 2027F ขณะเดียวกัน การผลิต E-glass แบบดั้งเดิมไม่สามารถปรับเปลี่ยนไปผลิต Low-Dk Gen2 ได้ง่ายเหมือนในอดีตที่สามารถเปลี่ยนไปผลิต Gen1 ได้ เนื่องจาก Gen2 ต้องใช้เส้นใย (yarn) ที่มีคุณภาพสูงกว่ามาก, ต้องควบคุมสูตรส่วนผสมของแก้วอย่างเข้มงวดมากขึ้น, ต้องสามารถผลิตเส้นใยแก้วที่มีขนาดละเอียดมากได้อย่างมีเสถียรภาพ และต้องมีอัตราผลผลิตที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ กระบวนการรับรองคุณภาพจากลูกค้าอาจใช้เวลานานถึง 1-1.5 ปี ซึ่งหมายความว่า กำลังการผลิต E-glass ใหม่ที่เพิ่มเข้ามาน่าจะถูกนำไปใช้กับตลาดปลายทางหลักที่ KCE มุ่งเน้น ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค ซึ่งมีความต้องการพื้นฐานเติบโตเพียงประมาณ 2-3% มากกว่าที่จะถูกนำไปใช้สนับสนุนการใช้งานด้าน AI
  • *ความเสี่ยงต่อ KCE แม้ในมุมมองของเรา KCE ยังคงเป็นผู้ผลิต PCB ที่มีคุณภาพสูงและนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพเหนือกว่า แต่เรามองว่ามีความเสี่ยงว่า อุปทาน E-glass ใหม่ที่เข้าสู่ตลาดจะทำให้ผู้ผลิต PCB จีนมีความสามารถในการแข่งขันด้านราคาลดลง และกดดันให้พวกเขาต้องกลับมาปรับลดราคาขายอีกครั้ง แม้ว่าอัตราการใช้กำลังการผลิต E-glass จะยังอยู่ในระดับสูง แต่ปัจจุบันได้ลดลงจากจุดสูงสุดที่ประมาณ 97% เหลือราว 89% แล้ว อีกประเด็นหนึ่งคือ คาดว่า CAPEX ของผู้ผลิต PCB จีนรายใหญ่ 6 รายจะเพิ่มขึ้น 371% ในปี 2026 จากระดับปี 2024 ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงด้านอุปทานในอนาคต KCE คาดว่าอุปทานไฟเบอร์กลาสใหม่จะเริ่มเข้ามาตั้งแต่ 4Q26F-1Q27F แต่บริษัทไม่ได้คาดว่าการแข่งขันจะกลับมารุนแรงอีกครั้ง เนื่องจากมองว่าโรงงาน PCB ขนาดเล็กบางแห่งในจีนอาจต้องออกจากตลาด จากต้นทุนวัตถุดิบที่อยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม เรามองว่ายังมีความเสี่ยงที่การแข่งขันด้านราคาจะกลับมาอีกครั้ง เนื่องจากผู้ผลิต PCB จีนมีโมเดลธุรกิจที่เน้นต้นทุนต่ำ เราคาดว่า EPS ของ KCE จะเติบโต 84/54% ในปี 2026-27F ก่อนเหลือ 4-5% ต่อปีในปี 2028-29F และมองว่าราคาหุ้น KCE อยู่ในระดับแพง โดยซื้อขายที่ประมาณ 29 เท่า ของ PE ปี 2027F

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน……

รายงานฉบับภาษาไทย Thai Version

รายงานฉบับภาษาอังกฤษ English Version