Equity Industries 20 May 2026, 07:13

Construction Sector (Overweight) – อยู่ในช่วงการเติบโตรอบใหม่


เรายังคงให้น้ำหนักลงทุนเป็น “OVERWEIGHT” กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง จากงานในมือขนาดใหญ่ที่มีอยู่ทยอยหนุนการเติบโตของกำไร และการประมูลโครงสร้างพื้นฐานรอบใหม่กำลังเริ่มต้นขึ้น เราคาดว่ากำไรใน 2Q26F จะยังออกมาดี ในบทวิเคราะห์นี้ เราได้อัปเดตความคืบหน้าของการเปิดประมูลงานโครงการใหม่เพิ่มเติมด้วย

กำไรเข้าสู่การเติบโตรอบใหม่

เรายังคงให้น้ำหนักลงทุน “OVERWEIGHT” กลุ่มรับเหมาฯ  โดยมีปัจจัยหนุนหลัก 1) กำไรเข้าสู่การเติบโตรอบใหม่ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ซึ่งได้แรงหนุนจากงานในมือขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าถึง 3 เท่าของฐานรายได้ เราคาดว่ากำไรของกลุ่มฯ จะเฉลี่ยที่ 10% ในปี 2026–28F 2) กำไร 1Q26 ลดลง 22% y-y (แต่จะโต 20% y-y หากไม่รวมรายได้เงินปันผลจาก GULF ซึ่งปี 2025 บันทึกใน 1Q แต่ปีนี้จะบันทึกใน 2Q) เราคาดว่ากำไร 2Q26F จะเติบโต 55% y-y (หรือ 2% y-y หากไม่รวมรายได้เงินปันผล) 3) เราคาดว่าสงครามอิหร่านจะส่งผลกระทบต่อราคาวัสดุก่อสร้างไม่มากนัก เนื่องจากได้มีการกักตุนวัสดุก่อสร้างไว้อย่างมากตั้งแต่ก่อนสงคราม และมีเบาะรองรับอัตรากำไร 3-5% รวมอยู่ในราคาประมูลงานแล้ว 4) เราเห็นโอกาสที่ดีสำหรับการลงทุนรอบใหม่ ซึ่งได้แรงหนุนจากทั้งโครงการโครงสร้างพื้นฐาน (มีโอกาสเปิดประมูลรวม 7.75 แสนลบ. ในปี 2026–28F) และ FDI โดยบริษัทได้เริ่มรับงานโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่สำหรับลูกค้า hyperscaler แล้ว และ 5) แม้ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้น แต่เรายังคงมองว่ามูลค่าของ STECON และ CK ยังอยู่ในระดับน่าสนใจ

โครงการโครงสร้างพื้นฐานมีความคืบหน้า

หน่วยงานภาครัฐมีแผนเปิดประมูลโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่มูลค่ารวม 7.75 แสนลบ. ในปี 2026-28F โดยโครงการมูลค่ารวม 3.69 แสนลบ. มีแผนจะเปิดประมูลภายในปีนี้ ซึ่งได้แก่ โครงการทางหลวง 3 โครงการ มูลค่า 9.7 หมื่นลบ. โครงการทางด่วน 2 โครงการ มูลค่า 2.5 หมื่นลบ. โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 2 มูลค่า 2.35 แสนลบ. และโครงการขยายสนามบินสุวรรณภูมิฝั่งตะวันออก มูลค่า 1.2 หมื่นลบ. ขณะเดียวกัน โครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 มูลค่า 2.85 แสนลบ. และโครงการขยายสนามบินดอนเมือง ระยะที่ 3 มูลค่า 6.0 หมื่นลบ. มีแนวโน้มจะเลื่อนการเปิดประมูลออกไปเป็นช่วงปี 2027-28F (ดู Exhibit 6)

ผลกระทบจากสงครามยังอยู่ในระดับบริหารจัดการได้

วัสดุก่อสร้างคิดเป็นราว 40-45% ของต้นทุนขายของผู้รับเหมา และราคาปรับเพิ่มขึ้นจากผลของสงครามอิหร่าน โดยดัชนีราคาเหล็กเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 106 จุด ในเดือนเม.ย. 2026 จาก 97-100 ก่อนเกิดสงคราม ขณะที่ดัชนีราคาซีเมนต์เพิ่มขึ้นสู่ 116 จุด จาก 113 จุดก่อนสงคราม (ดู Exhibit 5) อย่างไรก็ตาม ทั้ง CK และ STECON มองว่าผลกระทบยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และยังคงเป้าอัตรากำไรขั้นต้นปีนี้ไว้ที่ 7-8% ด้วยทั้งสองบริษัทมีการกักตุนวัสดุก่อสร้างไว้ในระดับสูงตั้งแต่ก่อนเกิดสงคราม ดังนั้น หากสงครามไม่ยืดเยื้อตลอดทั้งปี ผลกระทบต่ออัตรากำไรน่าจะยังมีจำกัด

เราชอบทั้ง STECON และ CK

เราให้คำแนะนำ “ซื้อ” ทั้ง STECON และ CK ทั้งสองบริษัทเป็นหนึ่งในผู้ประมูลรายใหญ่ไม่กี่รายที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล ตำแหน่งทางการตลาดของทั้งสองบริษัทยิ่งแข็งแกร่งขึ้นหลังจากคู่แข่งสำคัญอย่างบมจ.  อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) ประสบปัญหาทางการเงิน เราชอบ STECON มากกว่า CK เพราะ STECON มีส่วนร่วมในทุกด้านของนโยบาย ได้แก่โครงสร้างพื้นฐาน ดาต้าเซนเตอร์ และโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ส่วน CK สามารถประมูลได้ทุกโครงการ แต่เนื่องจากมีงานในมือจำนวนมากจึงจะเน้นไปที่โครงการโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลัก เรามองว่าทั้งสองบริษัทมีมูลค่าที่น่าสนใจ โดยธุรกิจก่อสร้างของ STECON ซื้อขายที่ PE เพียง 5.8 เท่า ในปี 2026 ขณะที่ราคาหุ้นของ CK สะท้อนมูลค่าตลาดของบริษัทร่วมทั้งหมด ซึ่งหมายความว่าตลาดยังไม่ได้ให้มูลค่าใดๆ กับธุรกิจรับเหมาก่อสร้างของบริษัท

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน……

รายงานฉบับภาษาไทย Thai Version

รายงานฉบับภาษาอังกฤษ English Version