Company Equity Industries 26 Aug 2021, 09:02
Utilities (Overweight) – ตลาดยานยนต์ไฟฟ้าไทย ณ สิ้นปี 2021
- สัดส่วน EV เพิ่มเป็น 2.1% ของรถใหม่ในช่วงปลายปี 2021
- แต่จำนวน EV รวมยังเป็นเพียง 0.2% ของตลาดรถยนต์ส่วนบุคคล
- เราคาดการลดภาษีหลายรูปแบบจะเร่งยอดขาย EV ในปีหน้า
- เราชอบ EA, NEX และ GPSC บนการเติบโตของ EV
News Update
สัดส่วนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เมื่อรวมรถที่ใช้แบตเตอรี่อย่างเดียว (BEV) และรถไฮบริดเสียบปลั๊ก (PHEV) เพิ่มขึ้นเป็น 2.1% ของจำนวนรถยนต์ส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา (Ex1) บนแนวโน้มการเติบโตนี้ จำนวน EV รวมในตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลจะอยู่ที่ 3.5 หมื่นคัน ณ สิ้นปี 2021 ซึ่งยังเล็กมากที่เพียง 0.2% ของตลาดรวม เราคาดยอดขาย EV ส่วนบุคคลจะดีขึ้นในปี 2022 จากนโยบายลดภาษีนำเข้าและสรรพสามิตรจากรัฐบาล ส่วนยอดขาย EV เชิงพาณิชย์จะได้ประโยชน์ทางอ้อมจากความมั่นใจจากผู้ซื้อที่เพิ่มขึ้น และโอกาสได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากภาครัฐแก่บริษัทเอกชนที่ซื้อ EV มาใช้ในธุรกิจ
- จากตัวเลขสถิติข้างต้น เราจึงยังมองว่ามีโอกาสเติบโตอีกมากสำหรับอุตสาหกรรม EV ในไทย รวมไปถึงความต้องการใช้แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนเพื่อรองรับการผลิต EV เราประเมินว่าจะต้องใช้แบตเตอรี่รวม 100GWh ต่อปีเพื่อรองรับการผลิต EV เพื่อตลาดในประเทศ และหากประเทศไทยสามารถรักษาการเป็นแหล่งผลิตยานยนต์ของภูมิภาคอาเซียนไว้ได้ในช่วงการเปลี่ยนถ่ายอุตสาหกรรมไปสู่ EV จะทำให้มีความต้องการแบตเตอรี่สูงถึงปีละ 250GWh เพื่อรองรับการผลิต EV สองล้านคันต่อปีเท่ากับการผลิตรถยนต์รวมในปัจจุบัน
- รัฐบาลไทยมีแผนจะลดอัตราภาษีนำเข้า EV จากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และภูมิภาคยุโรป ลงเหลือ 0%, 0%, และ 40% ตามลำดับ (จากเดิมที่ 20%, 40%, และ 80%) รวมทั้งจะลดอัตราภาษีสรรพสามิตรลงเหลือ 2% (จาก 8%) เพื่อกระตุ้นการซื้อ EV จากประชาชนในประเทศโดยการทำให้ราคาของ EV ลงมาใกล้เคียงกับราคาของรถยนต์น้ำมัน (หรือก๊าซ) ในปัจจุบัน ซึ่งการสนับสนุนการใช้ EV นั้นเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายจากรัฐบาลที่จะผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นฐานการผลิต EV หลักของอาเซียน โดยการสร้างอุปสงค์ในประเทศเพื่อรองรับผลผลิตในช่วงต้นจากบริษัทต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนผลิต EV นโยบายดังกล่าวกำลังรอการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี ซึ่งปัจจุบันถูกเลื่อนไปเป็นวาระของปีหน้า
- เรามองว่ามีโอกาสที่ภาครัฐจะให้ประโยชน์ทางภาษีแก่เอกชนที่จะลงทุนซื้อ EV มาใช้ประกอบธุรกิจการให้บริการต่างๆ หรือเพื่อการใช้งานเองในบริษัท เพื่อกระตุ้นการใช้งาน EV อีกทางหนึ่ง แต่หากแม้ไม่มีสิทธิประโยชน์ต่างๆเข้ามาช่วยเหลือ เราก็ประเมินว่าต้นทุนของ EV ในการใช้งานเชิงพาณิชย์นั้น ปัจจุบันถูกกว่าการใช้งานรถน้ำมัน (หรือก๊าซ) อยู่แล้วราว 30%
- เราชอบ EA มากที่สุดในการลงทุนในแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจแบตเตอรี่และ EV เนื่องจากเป็นผู้ผลิตแบบครบวงจรตั้งแต่ตัวเซลล์แบตเตอรี่ถึงตัวรถยนต์ไฟฟ้า โดยมีทั้งเทคโนโลยีเป็นของตัวเองและมีโรงงานผลิตที่เริ่มดำเนินงานเชิงพาณิชย์แล้ว เรายังเชื่อว่ายอดขายผ่านทาง NEX จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดในปีหน้า เนื่องจาก EV เชิงพาณิชย์ (ทั้งรถเมล์และรถบรรทุก) นั้นมีต้นทุนที่ถูกกว่ารถน้ำมันแล้วโดยไม่ต้องมีนโยบายสนับสนุนเพิ่มจากภาครัฐ
- GPSC เป็นอีกหนึ่งหุ้นที่น่าสนใจในตีมนี้ โดยเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่อีกรายหนึ่งของไทย โดยแม้แผนการสร้างและขยายโรงงานจะช้ากว่า EA อยู่ราวสองปี แต่มูลค่าที่อาจเกิดขึ้นจากธุรกิจแบตเตอรี่นั้นดูจะถูกรวมเข้าไปในราคาหุ้นเพียงเล็กน้อยเนื่องจากความมั่นใจของตลาดที่ยังต่ำ แต่เราเชื่อว่า GPSC ก็มีข้อได้เปรียบในการขาย EV ให้แก่ และผ่านทางช่องทางจัดจำหน่ายของกลุ่ม ปตท. ได้ ซึ่งจะหนุนให้ธุรกิจนี้สำเร็จขึ้นได้เช่นกัน

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน……
